วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 10 การเลียงลำดับข้อมูล (Sorting)

เรื่อง Sorting


- การเรียงลำดับ
- วิธีการเรียงลำดับ
- การเรียงลำดับแบบเลือก (selection sort)

- การเรียงลำดับแบบฟอง (bubble Sort)
- การเรียงลำดับแบบเร็ว (quick sort)
- การเรียงลำดับแบบแทรก (insertion sort)
- การเรียงลำดับแบบฐาน (radix sort)
จุดประสงค์การเรียนรู้1. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจวิธีการเรียงลำดับกระบวนการทำงาน ในรูปแบบต่างๆ
2. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการเรียงลำดับแบบเลือก
3. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการเรียงลำดับแบบฟอง
4. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการเรียงลำดับแบบเร็ว
5. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการเรียงลำดับแบบแทรก
6. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการเรียงลำดับแบบฐาน
7. เพื่อให้นักศึกษาสามารถตัดสินใจเรียงวิธีการเรียงลำดับที่เหมาะสมได้

การเรียงลำดับ (sorting) เป็นการจัดให้เป็นระเบียบมีแบบแผน ช่วยให้การค้นหาสิ่งของหรือข้อมูล ซึ่งจะสามารถกระทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น การค้นหาความหมายของคำในพจนานุกรม ทำได้ค่อนข้างง่ายและรวดเร็วเนื่องจากมีการเรียงลำดับคำตามตัวอักษรไว้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ หรือ การค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ในสมุดโทรศัพท์ ซึ่งมีการเรียงลำดับ ตามชื่อและชื่อสกุลของเจ้าของโทรศัพท์ไว้ ทำให้สามารถค้นหา หมายเลขโทรศัพท์ของคนที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

การเรียงลำดับอย่างมีประสิทธิภาพหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อเลือกวิธีการเรียงลำดับที่ดี และเหมาะสมกับระบบงาน เพื่อให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด ควรจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1) เวลาและแรงงานที่ต้องใช้ในการเขียนโปรแกรม
(2) เวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องใช้ในการทำงานตามโปรแกรมที่เขียน
(3) จำนวนเนื้อที่ในหน่วยความจำหลักมีเพียงพอหรือไม่



วิธีการเรียงลำดับ
เนื่องจากมีวิธีการมากมายที่สามารถใช้ในการเรียงลำดับข้อมูลได้ บางวิธีก็มีขั้นตอนการจัดเรียงเป็นแบบง่าย ๆ ตรงไปตรงมา แต่ใช้เวลาในการจัดเรียงลำดับนาน และบางวิธีก็มีขั้นตอนในการจัดเรียงลำดับแบบซับซ้อนยุ่งยากแต่ใช้เวลาในการจัดเรียงไม่นานนัก ดังนั้นจึงควรศึกษาวิธีการจัดเรียงลำดับด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเลือกใช้วิธีการที่ดีและเหมาะสมกับระบบงานนั้นที่สุด วิธีการเรียงลำดับสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1)การเรียงลำดับแบบภายใน (internal sorting)เป็นการเรียงลำดับที่ข้อมูลทั้งหมดต้องอยู่ในหน่วยความจำหลัก เวลาที่ใช้ในการเรียงลำดับจะคำนึงถึงเวลาที่ใช้ในการเปรียบเทียบและเลื่อนข้อมูลภายในความจำหลัก
(2) การเรียงลำดับแบบภายนอก(external sorting) เป็นการเรียงลำดับข้อมูลที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำสำรอง ซึ่งเป็นการเรียงลำดับข้อมูลในแฟ้มข้อมูล (file) เวลาที่ใช้ในการเรียงลำดับต้องคำนึงถึงเวลาที่เสียไประหว่างการถ่ายเทข้อมูลจากหน่วยความจำหลักและหน่วยความจำสำรองนอกเหนือจากเวลาที่ใช้ในการเรียงลำดับข้อมูลแบบภายใน
การเรียงลำดับแบบเลือก (selection sort)
ทำการเลือกข้อมูลมาเก็บในตำแหน่งที่ ข้อมูลนั้นควรจะอยู่ทีละตัว โดยทำการค้นหาข้อมูลนั้นในแต่ละรอบแบบเรียงลำดับถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก
1. ในรอบแรกจะทำการค้นหาข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยที่สุดมาเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่ 1
2. ในรอบที่สองนำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยรองลงมาไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่สอง
3. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งครบทุกค่าในที่สุดจะได้ข้อมูลเรียงลำดับจากน้อยไปมากตามที่ต้องการ


ในรอบที่ 1 ทำการเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อค้นหาข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุด คือ 22นำไปวางที่ตำแหน่งที่ 1 สลับตำแหน่งกับ 35ในรอบที่ 2 ทำการเปรียบเทียบอีกเพื่อค้นหาค่าที่น้อยที่สุดรองลงมาโดยเริ่มค้นตั้งแต่ตำแหน่งที่ 2 เป็นต้นไปได้ค่าน้อยที่สุดคือ 35นำไปวางที่ตำแหน่งที่ 2 สลับตำแหน่งกับ 67ในรอบต่อไปก็ทำในทำนองเดียวกันจนกระทั่งถึงรอบสุดท้ายคือรอบที่ 7 จะได้ข้อมูลที่เรียงลำดับจากน้อยไปมากตามที่ต้องการการจัดเรียงลำดับแบบเลือกเป็นวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมา แต่มีข้อเสียตรงที่ใช้เวลาในการจัดเรียงนานเพราะแต่ละรอบต้องเปรียบเทียบกับข้อมูลทุกตัว ถ้ามีจำนวนข้อมูลทั้งหมด n ตัว ต้องทำการเปรียบเทียบทั้งหมดรอบเป็นดังนี้รอบที่ 1 เปรียบเทียบเท่ากับ n −1 ครั้งรอบที่ 2 เปรียบเทียบเท่ากับ n – 2 ครั้ง
...
รอบที่ n – 1 เปรียบเทียบเท่ากับ 1 ครั้งn – 1 รอบ และจำนวนครั้งของการเปรียบเทียบในแต่ละจำนวนครั้งของการเปรียบเทียบทั้งหมด
= (n −1) + (n −2) + . . . + 3 + 2 + 1
= n (n −1) / 2 ครั้ง

การเรียงลำดับแบบฟอง (Bubble Sort)เป็นวิธีการเรียงลำดับที่มีการเปรียบเทียบข้อมูลในตำแหน่งที่อยู่ติดกัน
1. ถ้าข้อมูลทั้งสองไม่อยู่ในลำดับที่ถูกต้องให้สลับตำแหน่งที่อยู่กัน
2. ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมากให้นำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยกว่าอยู่ในตำแหน่งก่อนข้อมูลที่มีค่ามาก ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากมากไปน้อยให้นำข้อมูล ตัวที่มีกำหนดให้มีข้อมูล n จำนวน การเปรียบเทียบเริ่มจากคู่แรกหรือคู่สุดท้ายก็ได้ ถ้าเริ่มจากคู่สุดท้ายจะเปรียบเทียบข้อมูลที่ตำแหน่ง n-1 กับ n ก่อนแล้วจัดเรียงให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ต่อไปเปรียบเทียบข้อมูลที่ตำแหน่ง n-2 กับ n-1 ทำเช่นนี้ไป เรื่อย ๆจนกระทั่งถึงข้อมูลตัวแรก และทำการเปรียบเทียบในรอบอื่นเช่นเดียวกันจนกระทั่งถึงรอบสุดท้ายที่เหลือข้อมูล 2 ตำแหน่งสุดท้าย เมื่อการจัดเรียงเสร็จเรียบร้อยทุกตำแหน่งก็จะได้ข้อมูลเรียงลำดับตามที่ ต้องการ

ใบงานที่ 9 โครงสร้างข้อมูลแบบ Tree

เรื่อง Tree


- โครงสร้างข้อมูลแบบทรี
- นิยามของทรี
- นิยามที่เกี่ยวข้องกับทรี
- การแทนที่ทรีในหน่วยความจำหลัก
- การแปลงทรีทั่วไปให้เป็นไบนารีทรี
- การท่องไปในทรี
- เอกซเพรสชั่นทรี
- ไบนารีเซิร์ชทรี

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้นักศึกษาทราบโครงสร้างข้อมูลแบบทรี
2. เพื่อให้ทราบนิยามของทรี และที่เกี่ยวข้อง
3. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการแทนที่ทรีใน หน่วยความจำหลัก
4. เพื่อให้นักศึกษาทราบการแปลงทรีให้เป็นไบ นารีทรี
5. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการท่องไปในทรี
6. เพื่อให้นักศึกษาทราบกระบวนการเอกซเพรสชั่นทรี
7. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการไบนารีเซิร์ซทรี

ทรี (Tree)ป็นโครงสร้างข้อมูลที่ความสัมพันธ์ ระหว่าง โหนดจะมัความสัมพันธ์ลดหลั่นกันเป็นลำดับ เช่น (Hierarchical Relationship) ได้มีการนำรูปแบบทรีไปประยุกต์ใช้ในงาน ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย สวนมากจะใชสำหรับแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น แผนผังองค์ประกอบของหน่วยงานต่าง ๆ โครงสร้างสารบัญหนังสือ เป็นต้นแต่ละโหนดจะมีความสัมพันธ์กับ โหนดในระดับที่ต่ำลงมา หนึ่งระดับได้หลาย ๆโหนด เรียกโหนดดั้งกล่าวว่า โหนดแม่(Parent orMother Node)โหนดที่อยู่ต่ำกว่าโหนดแม่อยู่หนึ่งระดับเรียกว่า โหนดลูก (Child or Son Node)โหนดที่อยู่ในระดับสูงสุดและไม่มีโหนดแม่เรียกว่า โหดราก (Root Node) Data Structure โหนดที่มีโหนดแม่เป็นโหนดเดียวกัน รียกว่า โหนดพี่น้อง (Siblings)โหนดที่ไม่มีโหนดลูก เรียกว่า โหนดใบ (Leave Node)เส้นเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง โหนดสองโหนดเรียกว่า กิ่ง (Branch)
นิยามของทรี1. นิยามทรีด้วยนิยามของกราฟ ทรี คือ กราฟที่ต่อเนื่องโดยไม่มีวงจรปิด (loop)ในโครงสร้าง โหนดสองโหนด ใดๆในทรีต้องมีทางตัดต่อกันทางเดียวเท่านั้น และทรีที่มี N โหนด ต้องมีกิ่ง ทั้งหมด N-1 เส้น การเขียนรูปแบบทรี อาจเขียนได้ 4

ใบงานที่ 8 โครงสร้างข้อมูลแบบ Link List

เรื่อง Linked List


- โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต
- กระบวนงานและฟังกชั่นที่ใช้ดำเนินงานพื้นฐาน
- การสร้างลิงค์ลิสต
- ลิงค์ลิสต์แบบซับซ้อน

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้นักศึกษาทราบโครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต
2. เพื่อให้ทราบกระบวนการทำงานและฟังกชั่นที่ ใช้ดำเนินงานพื้นฐานของลิงค์ลิสต
3. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการสร้างลิงค์ลิสต
4. เพื่อให้นักศึกษาทราบการทางานของลิงค์ลิสต แบบซับซ้อน

ลิงค์ลิสต (Linked List) เป็นวิธีการเก็บ ข้อมูลอย่างต่อเนื่องของอิลิเม้นต์ต่าง ๆ โดยมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อแต่ละอิลิเม้นท์ เรียกว่าโนด (Nodeซึ่งในแต่ละโนดจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ Dataจะเก็บข้อมูลของอิลิเม้นท์ และส่วนที่สอง คือ Link Field จะทำหน้าที่เก็บ ตำแหน่งของโนดต่อไปในลิสต


ในส่วนของdataอาจจะเป็นรายการเดียวหรือเป็นเรคคอร์ดก็ได้ในส่วนของ linkจะเป็นส่วนที่เก็บตำแหน่งของโหนดถัดไปใน โหนดสุดท้ายจะเก็บคา Null ซึ่งไม่ได้ชี้ไปยังตำแหน่งใด ๆ เป็นตัวบอกการ สิ้นสุดของลิสตในลิงค์ลิสตจะมีตัวแปรสำหรับชี้ ตำแหน่งลิสต (List pointer variable)ซึ่งเป็นที่เก็บตำแหน่งเริ่มต้นของลิสต ซึ่งก็ คือโหนดแรกของลิสตนั้นเอง ถ้าลิสต์ไม่มีข้อมูล ข้อมูลในโหนดแรกของลิสตจะเป็น Null




ในส่วนของdataอาจจะเป็นรายการเดียวหรือเป็นเรคคอร์ดก็ได้ในส่วนของ linkจะเป็นส่วนที่เก็บตำแหน่งของโหนดถัดไปใน โหนดสุดท้ายจะเก็บคา Null ซึ่งไม่ได้ชี้ไปยังตำแหน่งใด ๆ เป็นตัวบอกการ สิ้นสุดของลิสตในลิงค์ลิสตจะมีตัวแปรสำหรับชี้ ตำแหน่งลิสต (List pointer variable)ซึ่งเป็นที่เก็บตำแหน่งเริ่มต้นของลิสต ซึ่งก็ คือโหนดแรกของลิสตนั้นเอง ถ้าลิสต์ไม่มีข้อมูล ข้อมูลในโหนดแรกของลิสตจะเป็น Null
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสตโครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสตจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. Head Structure จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่ จำนวนโหนดในลิสต (Count)พอยเตอร์ที่ชี้ไปยัง โหนดที่เข้าถึง(Pos) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดข้อูมลแรกของลิสต (Head)
2. Data Node Structure จะประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไป

กระบวนงานและฟังกชั่นทใช้ดำเนินงานพื้นฐาน
1. กระบวนงาน Create Listหน้าที่ สร้างลิสตว่างผลลัพธ์ ลิสตว่าง


Algorithm CreateList
Pre Nothing
Post Head node allocated or error returned
Return Head node pointer or null if memory overflow
1. if (memory available)
1 allocate (Pnew)
2 pNew->head = null pointer
3 pNew->count = 0
2. else
1 pNew = null poiter
3. return pNew
End CreateList
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสตจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. Head Structure จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่
จำนวนโหนดในลิสต (Count)พอยเตอร์ที่ชี้ไปยัง โหนดที่เข้าถึง(Pos) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดข้อูมลแรกของลิสต (Head)
2. Data Node Structure จะประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไป
กระบวนงานและฟังกชั่นทใช้ดำเนินงานพื้นฐาน
1. กระบวนงาน Create List
หน้าที่ สร้างลิสตว่าง
ผลลัพธ์ ลิสตว่าง
Algorithm CreateList
Pre Nothing
Post Head node allocated or error returned
Return Head node pointer or null if memory overflow
1. if (memory available)
1 allocate (Pnew)
2 pNew->head = null pointer
3 pNew->count = 0
2. else
1 pNew = null poiter
3. return pNew
End CreateList
2.กระบวนงาน Insert Nodeหน้าที่เพิ่มข้อมูลลงไปในลิสตบริเวณตำแหน่งที่ต้องการข้อมูลนำเข้าลิสต ข้อมูล และตำแหน่งผลลัพธ์ ลิสตที่มีการเปลี่ยนแปลง




ใบงานที่ 7 โครงสร้างข้อมูลแบบ Queue


เรื่อง Queue


- โครงสร้างข้อมูลแบบคิว
- การทำงานของคิว
- การแทนที่ข้อมูลของคิว
- การประยุกต์ใช้คิว

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพี่อให้นักศึกษาทราบโครงสร้างข้อมูลแบบคิว และการทำงาน
2. เพื่อให้ทราบวิธีการแทนที่ข้อมูลแบบคิว
3. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการประยุกต์ใช้สแตก

คิว(Queue)เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบเชิงเส้นหรือลิเนียร์ลิสตซึ่งการเพิ่มข้อมูลจะกระทำทีปลายข้างหนึ่งซึ่งเรียกว่าสวนท้ายหรือเรียร์ (rear)และการนำข้อมูลออกจะ กระทำที่ปลายอีกข้างหนึ่งซึ่งเรียกวา ส่วนหน้า หรือฟรอนต์(front)ลักษณะการทำงานของคิวเป็นลักษณะของการเข้าก่อน ออกก่อนหรือที่เรียกว่า FIFO (First In First Out)
การทำงานของคิว
การใส่สมาชิกตัวใหม่ลงในคิวเรียกว่า Enqueue ซึ่งมีรูปแบบคือenqueue (queue, newElement) หมายถึง การใส่ข้อมูลnewElement ลงไปที่ส่วนเรียร์

การนำสมาชิกออกจากคิว เรียกว่า Dequeue ซึ่งมีรูปแบบคือdequeue (queue, element)
หมายถึง การนำออกจากส่วนหน้า ของคิวและให้ ข้อมูลนั้นกับ element

การนำข้อมูลที่อยู่ตอนต้นของคิวมาแสดงจะ เรียกว่า Queue Frontแต่จะไม่ทำการเอาข้อมูลออกจากคิวการนำข้อมูลที่อยู่ตอนท้ายของคิวมาแสดงจะ เรียกว่าQueue Rear แต่จะไม่ทำการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิว



ใบงานที่ 6 โครงสร้างข้อมูลแบบ Stack

เรื่อง Stack


- โครงสร้างข้อมูลแบบสแตก
- การดำเนินงานพื้นฐานของสแตก

- การแทนที่ข้อมูลของสแตก
- การประยุกต์ใช้สแตก

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้นักศึกษาทราบโครงสร้างข้อมูลแบบสแตกและการทำงาน
2. เพื่อให้นักศึกษาทราบการดำเนินงานพื้นฐานของสแตก
3. เพื่อให้นักศึกษาทราบการแทนที่ของข้อมูลแบบสแตก
4. เพื่อให้นักศึกษาทราบวิธีการประยุกต์ใช้สแตก

สแตก(Stack)เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ ข้อมูลแบบลิเนียร์ลิสต์ ที่มีคุณสมบัติที่ว่าการเพิ่มหรือลบข้อมูลในสแตก จะกระทำที่ปลายข้างเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า Topของสแตก (Top Of Stack)และ ลักษณะที่สำคัญของสแตก คือ ข้อมูลที่ใส่หลังสุดจะถูกนำออกมา จากสแตกเป็นลำดับแรกสุด เรียกคุณสมบัตินี้ว่า LIFO (Last In First Out)การดำเนินงานพื้นฐานของสแตกการทำงานต่าง ๆของสแตกจะกระทาที่ปลายข้างหนึ่งของสแตกเท่านั้นดั้งนั้นจะต้องมีตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลบนสุดของสแตกด้วยการทำงานของสแตกจะประกอบด้วยกระบวนการ 3กระบวนการที่สำคัญ คือ

1.Push คือ การนำข้อมูลใส่ลงไปในสแตกเช่น สแตก s ต้องการใส่ข้อมูล iในสแตกจะได้ push(s,i)คือ ใส่ข้อมูล i ลงไปที่ท็อปของสแตก sในการเพิ่มข้อมูลลงในสแตก จะต้องทำการ ตรวจสอบว่าสแตก เต็มหรือไม่ ถ้าไม้เต็มก็ สามารถเพิ่มข้อมูลลงไปในสแตกได้แล้วปรับตัวชี้ตำแหน่งให้ไปชี้ที่ตำแหน่งข้อมูลใหม่ ถ้าสแตกเต็ม (Stack Overflow)ก็จะไม่สามารถเพิ่มข้อมูลเขาไปในสแตกได้อีก
2.Pop คือการนำข้อมูลออกจากส่วนบนสุดของสแตกเช่น ต้องการนำข้อมูลออกจากสแตกsไปไว้ที่ตัวแปร iจะได้ i = pop (s)การนำข้อมูลออกจากสแตกถ้าสแตกมีสมาชิกเพียง 1ตัวแล้วนำสมาชิกออกจากสแตก จะเกิดสภาวะสแตกว่าง(Stack Empty) คือ ไม่มีสมาชิกอยู่ในสแตกเลยแต่ถ้าไม่มีสมาชิกในสแตกแล้วทำการ popสแตกจะทำให้เกิดความผิดพลาดที่เรียกว่าStack Underflow เพราะฉะนั้นก่อนนำข้อมูลออกจากสแตกจะต้องตรวจสอบก่อนว่าสแตกว่างหรือเปล่าจึงจะนำข้อมูลออกจากสแตกได้ และ ปรับตัวชี้ตำแหน่งให้ไปชี้ตำแหน่งของข้อมูลที่ต่อจากข้อมูลที่ถูกนำออกไป

ใบงานที่ 5 โครงสร้างข้อมูลอาร์เรย์ 3 มิติ

hree-Dimensional Array คือ อาร์เรย์สามมิติ ที่มีลักษณะเป็นแผ่นตารางเรียงซ้อนกัน โดยจะมี 3 ส่วนที่สำคัญคือ แผ่น, แถว และคอลัมน์ของ อาร์เรย์สามมิติ

ภาพรวมของ Three-Dimensional Array
1. การระบุตำแหน่งของ อาร์เรย์ 3 มิติต้องใช้ index 3 ตัว คือ แผ่น, แถว และคอลัมน์
2. ใช้คำสั่งในการระบุถึงตำแหน่งของ อาร์เรย์ 3 มิติ คือ อาร์เรย์[แผ่น][แถว][คอลัมน์]
3. อาร์เรย์ 3 มิติ ใช้สำหรับการเก็บข้อมูลโครงสร้างที่มีความซับซ้อน และมีมิติที่มากกว่าอาร์เรย์ปกติ

ตัวอย่างโปรแกรม
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
public class Array3Dimension {
    public static void main(String args[]){
        int array[][][] =   {
                    {
                        {3,5,8,7},
                        {5,0,7,8}
                    },
                    {
                        {2,3,6,5},
                        {5,9,8,2}
                    }
                }; 
        System.out.println( "Array 3 Dimension = " + array[0][1][1] );
    }
}

ผลลัพธ์